วันอังคารที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2559

บทที่ 8

สรุปท้ายบทที่ 8

โซ่อุทาน เป็นคำนิยามถึงกลุ่มความสัมพันธ์ระหว่างผู้ขายปัจจัยการผลิต ผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย และ ร้านค้าปลีก โดยจำอำนวยความสะดวกตั้งแต่การแปลงรูปแบบวัตถุดิบ จนกระทั่งเป็นผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้าย
กิจกรรมทางธุรกิจในทุก ๆ ด้านของโซ่อุปทาน จะมีการประสานงานและโต้ตอบกันระหว่างผู้ขาย ปัจจัยการผลิต ผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย คลังสินค้า และลูกค้า ซึ่งเกี่ยวข้องกับการจัดการการไหลของวัตถุดิบ สารสนเทศ เงิน และการบริการต่างๆ จากผู้ขายปัจจัยการผลิต ซึ่งเป็นผู้ป้อนวัตถุดิบผ่านเข้ามายังโรงงานและคลังสินค้า จนกระทั่วถึงมือผู้บริโภคคนสุดท้าย ดังนั้นประสิทธิภาพและคุณภาพของสินค้าหรือบริการจะเกิดขึ้นได้นั้น ย่อมเกี่ยวข้องกับทุกๆ หน่วยงานตลอดทั้งสายของหวงโซ่จึงเกิดแนวคิดโซ่อุปทานขึ้นมา ด้วยการบูรณาการทุกๆ หน่วยในสายโซ่เข้าเป็นหนึ่งเดียว
Core Competencies คือการทำธุรกิจที่มุ่งเน้นความสามารถหลักขององค์กร หมายถึง องค์กรจะมุ่งทำธุรกิจที่ตัวเองถนัด ที่ตนสามารถทำได้ดีที่สุด ส่วนสนับสนุนอื่นๆ ที่องค์กรไม่เชี่ยวชาญ หรือคิดว่าทำเองแล้วไม่คุ้ม ก็จะว่าจ้างให้หน่วยงานภายนอกทำแทน
การประหยัดจากขนาด จะมุ่งเน้นผลิตในปริมาณมากๆ เพื่อให้เกิดต้นทุนที่ต่ำลง กำไรสูงขึ้น
การประหยัดจากความเร็ว จะใช้ความเร็วเพื่อช่วยลดต้นทุนได้ ด้วยการผลิตสินค้าเพื่อป้อนให้กับ ลูกค้าได้ทันเวลา สร้างโอกาสในการขาย และทำให้ลูกค้าพึงพอใจ
การประหยัดจากขอบเขต จะใช้ความสามารถในการดำเนินธุรกิจได้หลากหลายชนิด จากการลงทุนที่น้อย เช่น ร้านสะดวกซื้อ ซึ่งมีขนาดเล็ก แต่ก็มีสินค้าหลากหลายชนิดให้ลูกค้าเลือกซื้อ และสินค้าที่ ลูกค้าส่วนใหญ่ต้องการ หรือในอุตสาหกรรมรถยนต์ ที่ผลิตชิ้นส่วนอะไหล่ และสามารถนำอะไหล่บางชิ้นมาใช้น่วมกันได้
ผู้มีส่วนร่วมในโซ่อุปทาน ประกอบด้วย ผู้ขายปัจจัยการผลิต ผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย ผู้ค้าส่ง ผู้ค้าปลีก ลูกค้า และผู้บริหาร
ผังรูปภาพบทที่ 8

โครงสร้างและส่วนประกอบของโซ่อุปทาน มีส่วนประกอบหลัก 3 ส่วนด้วยกัน คคือ ส่วนต้นทาง ส่วนภายใน และส่วนปลายทาง
การสนับสนุนโซ่อุปทานต้นทาง เป็นการนำไอทีมาสนับสนุนระหว่างบริษัทกับคู่ค้าทางธุรกิจ หรือ ผู้ขายปัจจัยการผลิตต่างๆ ด้วยการนำมาใช้เพื่อปรับปรุงกิจกรรมด้านการจัดซื้อจัดหา และการเชื่อมความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ขาย เช่น ระบบจัดซื้อจัดจ้างอิเล็กทรอนิกส์
การสนับสนุนโซ่อุปทานปลายทาง เป็นการนำไอทีมาสนับสนุนระหว่างบริษัทกับลูกค้า เช่น การเปิด สารสนเทศ และการไหลทางการเงิน
การไหลของโซ่อุปทาน ประกอบด้วย 3 รูปแบบด้วยกัน คือการไหลของวัตถุดิบ การไหลของสารสนเทศ และการไหลทางการเงิน
แอปพลิเคชั่นระดับองค์กร ประกอบด้วยระบบงานหลักๆ อยู่ 4 ระบบด้วยกัน คือ
1. ระบบวางแผนทรัพยากรทางธุรกิจแบบทั่วทั้งองค์กร(ERP)
2. ระบบจัดการโซ่อุปทาน(SCM)
3. ระบบจัดการลูกค้าสัมพันธ์(CRM)
4. ระบบจัดการความรู้(KM)
ระบบ ERP เป็นการบูรณาการชุดซอฟต์แวร์ที่นำมาใช้เพื่อสนับสนุนงานพื้นฐานทางกระบวนการธุรกิจขององค์กร ด้วยกรรวมงานหลักต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานทางธุรกิจในส่วนขององค์กรเข้าด้วนกันเป็นหนึ่งเดียว เช่น ระบบการผลิต การขาย การขนส่ง การบัญชี การเงิน การตลาด ทรัพยากร มนุษย์ เป็นต้น ส่งผลให้ระบบงานต่างๆ เหล่านี้มีการเชื่อมโยงกันแบบทั่วทั้งองค์กร
การปรับรื้อระบบใหม่ หรือ การ Reengineering จะเกี่ยวข้องกับกระบวนกรพื้นฐานดั้งต่อไปนี้
1. การเพิ่มกระบวนการใหม่ๆ เข้าไป
2. การยกเลิกบางกระบวนการที่ไม่จำเป็นออกไป
3. การขยายกระบวนการ
4. การลดทอนกระบวนการ
5. การรวบกระบวนการเข้าด้วยกัน
6. การแตกกระบวนการ
การจัดการโซ่อุปทาน คือกระบวนการจัดการกิจกรรมในโซ่อุปทาน ตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึงปลายทางให้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเริ่มต้นจากการออกแบบผลิตภัณฑ์หรือบริการ จนกระทั่งสินค้าหรือบริการ นั้นถูกใช้โดยผู้บริโภค โดยกิจกรรมที่ต้องเข้าไปจัดการดูแลก็คือ การจัดการสินค้าคงคลัง การจัดหาวัตถุดิบ การแปลงรูปวัตถุดิบมาเป็นสินค้าขั้นสุดท้าย การส่งของ และระบบขนส่งโลจิสติกส์
ภาคธุรกิจในยุคปัจจุบัน ต่างปรับตัวองค์กรเพื่อเข้าสู่การจัดการโซ่อุปทาน เนื่องจากจัดการ โซ่อุปทาน สามารถช่วยองค์กรในด้านต่างๆ ดังนี้
1. เพื่อยกระดับความสามารถในการบริหาร
2. ส่งเสริมให้ธุรกิจมีการเจริญเติบโต
3. ส่งเสริมความยั่งยืนทางธุรกิจ
โมเดลแบบผลัก หมายถึง สินค้าที่ผลิตออกมาจำนวนเท่าใด ก็ผลักไปยังลูกค้าจำนวนเท่านั้น หรือ เรียกวิธีนี้ในอีกซื้อหนึ่งว่า การผลิตเพื่อสต็อก
โมเดลแบบดึง หมายถึง ลูกค้าต้องการสินค้าเท่าใด ก็ผลิตตามตามจำนวนเท่านั้น หรือเรียกวิธีนี้ในอีกชื่อ หนึ่งว่า การผลิตตามคำสั่งซื้อ
ระบบ RFID สามารถนำมาใช้กับงานจัดการด้านโลจิสติดส์ในโว่อุปทานคือ
1. การจัดการทรัพย์สินค้าในคลังสินค้า
2. การติดตามการผลิต
3. การควบคุมสินค้าคงคลัง
4. การจัดส่งและการับสินค้า
5. การส่งสินค้ากลับคืนและการเรียกคืนสินค้า
6. การจัดการและควบคุมการขนส่ง
7. การตรวจสอบย้อนกลับ
ระบบจัดการลูกค้าสัมพันธ์ หรือระบบ CRM เป็นระบบที่องค์กรสามรถนำมาใช้เพื่อช่วยจัดการด้านความสัมพันธ์กับลูกค้า เพื่อรักษาฐานลูกค้าเอาไว้ โดยระบบ CRM ที่สมบูรณ์ จะจัดเตรียมสารสนเทศที่มีการประสานงานทางกระบวนการธุรกิจทั้งหมดเข้าด้วยกัน เพื่อติดต่อกับลูกค้าทั้งในเรื่องของการขาย การตลาด และการบริการ
ระบบจัดการความรู้ หรือระบบ KM ส่งเสริมให้องค์กรสามารถนำสู่กระบวนการจัดการที่ดีได้ และ ทำให้สิ่งที่กำลังทำอยู่ในขณะนั้น ดำเนินการไปได้ด้วยดี เนื่องจากได้มีการนำความรู้ความเชี่ยวชาญการไปใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยระบบรวบรวมความรู้ในประเด็นต่างๆ ที่มีความสัมพันธ์กันทั้งหมด รวมเข้ากับ ประสบการณ์ในองค์กร เพื่อนำมาปรับทั้งหมด รวมเข้ากับประสบการณ์ในองค์กร เพื่อนำมาปรับปรุงกระบวนการทางธุรกิจและการตัดสินใจให้ที่ยิ่งขึ้น
แอปพลิเคชั่นระดับองค์กรในยุคหน้า จะถูกพัฒนาให้ตัวซอฟต์แวร์มีความยืดหยุ่นมากขึ้น รวมถึง การนำไปใช้บนเว็บ และความสามารถในการบูรณาการเข้ากับระบบอื่นๆ โดยจะใช้ชื่อว่า ชุดระบบงานธุรกิจ อิเล็กทรอนิกส์ (e-Business Suits)
กรณีศึกษา : บริษัท ChevronTexaco กับไอทีเพื่อจัดการโซ่อุปทาน
บริษัท ChevronTexaco เป็นบริษัทน้ำมันขนาดใหญ่ในประเทศสหรัฐอเมริกา และเป็นบริษัทข้ามชาติที่มีธุรกิจหลักๆ คือ การขุดเจาะ การกลั่น การขนส่ง และการขายน้ำมัน จากสภาพการแข่งขันในธุรกิจนี้ การประหยัดต้นทุนน้ำมันในทุกๆ 25 เปอร์เซ็นต์ของเงินเพนนีต่อหนึ่งแกลอน เมื่อคิดโดยรวมแล้วจะช่วยประหยัดได้กว่าล้านเหรียญเลยทีเดียว
ปัญหาหลักๆ ที่ค้นพบในอุตสาหกรรมมีอยู่ 2 ประเภทด้วยกัน คือ
1. สถานีบริการหรือปั๊มน้ำมันไม่มีน้ำมันจำหน่าย เนื่องจากน้ำมันหมด (Run-outs)
2. การส่งมอบน้ำมันไปยังปั๊มน้ำมันถูกยกเลิก เนื่องจากแท็งค์กักเก็บน้ำมันของทางปั๊มยังคงมีน้ำมันสำรองเต็มอยู่ (Retain)
ทั้ง Run-outs และ Retain เป็นปัญหาที่อุตสาหกรรมน้ำมันรู้จักกันดีในนามของ ปัญหาคู่แฝดหรือ Twin Evils นั่นเอง ซึ่งในระยะหลายปีที่ผ่านมา ต่างก็มีเป้าหมายในการปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น แต่ก็ประสบผลสำเร็จได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากปัญหาทั้งสองได้นำไปสู่กระบวนการแก้ไขโดยโซ่อุปทาน ซึ่งกระบวนการไหลในโซ่อุปทาน เริ่มต้นจากการค้นหาแหล่น้ำมัน การขุดเจาะ การกลั่นโดยภายหลังจากน้ำมันได้ถูกดูดขึ้นมาจากได้พื้นดิน ก็จะถูกส่งมอบไปยังกระบวนการกลั่นน้ำมัน และถูกนำไปจัดเก็บ และสุดท้ายก็จะถูกส่งเพื่อขายไปยังปั๊มน้ำมันตามแต่ละสถานี จนกระทั่งขายปลีกให้แก่ลูกค้าในที่สุด ซึ่งกรอบเวลาสำหรับการดำเนินงานในโซ่อุปทานให้ทั่วถึงกันนั้น อาจจำเป็นต้องใช้เวลาหลายเดือนจนถึงเป็นปี ขึ้นอยู่กับแหล่งที่ตั้ง ซึงหมายถึงการขนส่ง และในด้านอื่นๆ จากเหตุผลข้างต้น จึงเป็นเรื่องที่ยุ่งยากสำหรับการนำส่วนประกอบทั้ง 3 ของโซ่อุปทาน อันได้แก่ การค้นหาแหล่งน้ำมัน (Upsteam), กระบวนการดำเนินการ (Internal) และกระจายน้ำมันไปยังสถานีบริการ (Downsteam) ให้มีความเข้ากัได้อย่างเหมาะสม
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทาง ChevronTexaco มุ่งเน้นการผลิตแบบจำนวนมาก และพยายามขายออกไปให้มากที่สุด ซึ่งเป็นไปตามกลยุทธ์แบบ Supply-Driven หรือตามโมเดลแบบ Push นั่นเอง และปัญหาที่เกิดจากการนำกลยุทธ์นี้มาใช้ก็คือ ในบางครั้ง มีการผลิตน้ำมันมากจนเกินไป ส่งผลต่อต้นทุนที่สูงขึ้นในด้านการจัดหาแหล่งคลังน้ำมันเพื่อกักเก็บตุนเพิ่มเติม ในขณะเดียวกัน หากผลิตน้อยจนเกินไป ก็ทำให้สูญเสียโอกาสในการขาย
ต่อมาทางบริษัทได้ตัดสินใจเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินธุรกิจจาก Supply-Driven มาเป็น Demand-Driven กล่าวคือ จากเดิมที่เคยผลิตน้ำมันในปริมาณมากๆ และผลักไปยังลูกค้า มาเป็นโมเดลแบบ Pull โดยพิจารณาถึงความต้องการที่แท้จริงเป็นหลัก นั่นก็คือ ผลิตน้ำมันตามปริมาณที่ลูกค้าต้องการ โดยทางบริษัทได้ริเริ่มคิดเกี่ยวกับปริมาณน้ำมันที่ลูกค้าต้องการ และจะจัดการกับมันอย่างไร ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินงานในครั้งนี้ จำเป็นต้องนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาสนับสนุน
เมื่อตัดสินใจนำระบบไอทีมาใช้ในครั้งนี้ ทางบริษัทจึงได้ทำการติดตั้งระบบตรวจสอบอิเล็กทรอนิกส์ในแท็งก์น้ำมันแต่ละแท็งก์ ตามสถานีบริการต่างๆ โดยเครื่องมือตรวจสอบอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าว จะส่งผ่านสารสนเทศแบบเรียลไทม์ผ่านสายเคเบิล เพื่อรายงานระดับน้ำมันคงเหลือในแท็งก์น้ำมันมายังระบบสารสนเทศของสถานีบิการแห่งนั้นๆ จากนั้นระบบดังกล่าวก็จะส่งข้อมูลผ่านการสื่อสารแบบดาวเทียม เพื่อส่งไปยังระบบงานคงคลังหลักที่ตั้งอยู่ในสำนักงานใหญ่ ข้อมูลที่ถูกส่งเข้ามาจะถูกประมวลผลในระบบวางแผนเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ เพื่อช่วยในการตัดสินใจในด้านการกลั่นน้ำมัน การตลาด และโลจิสติกส์โดยระบบ DSS ดังกล่าว ยังมีการรวบรวมสารสนเทศจากบริษัทขนส่งและสายการบิน ซึ่งถือเป็นลูกค้าหลักของบริษัท และจากการใช้ระบบ ERP และระบบวางแผนธุรกิจ ช่วยให้ทางบริษัท ChevronTexaco สามารถพิจารณาถึงความต้องการน้ำมันในปริมาณที่แท้จริง เพื่อเตรียมไปสู่กรับวนการกลั่นน้ำมัน รวมถึงความจำเป็นต้องซื้อน้ำมันเพิ่มจาก Spot Markets จำนวนเท่าไหร่ และจะต้องส่งน้ำมันไปยังแต่ละสถานีในปริมาณเท่าใดจึงเพียงพอต่อความต้องการ

ซอฟต์แวร์ระบบ ERP มีประโยชน์ต่อการจัดการข้อมูลแบบทั่วถึงกันทั้งองค์กร ที่เกี่ยวข้องกับโซ่อุปทาน(เช่น โรงกลั่นน้ำมัน การจัดเทอร์มินัล การจัดสถานี การขนส่ง และการผลิต) ที่มีการแบ่งปันข้อมูลให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องได้ทั่วถึงกันแบบทั้งองค์กร สิ่งเหล่านี้ ได้ช่วยปรับปรุงการตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้นในทุกๆจุด ทั้งในด้านของลูกค้าและการประมวลผลในส่วนต่างๆ ของโซ่อุปทาน ส่งผลให้ทางบริษัทมีผลกำไรเพิ่มขึ้นกว่า 300 ล้านดอลลาร์ในปีแรก และมีกำไรเพิ่มขึ้นอีกกว่า 100 ล้านเหรียญในปีต่อมา
คำถามจากกรณีศึกษา
1. ปัญหาเดิมๆ ของอุตสาหกรรมน้ำมัน ประกอบด้วยอะไรบ้าง
2. รูปแบบธุรกิจของบริษัท ChevronTexaco แต่เดิมนั้น มุ่งผลิตน้ำมันเพื่อป้อนตลาดในลักษณะใด
3. จากข้อที่ 2 ปัญหาที่เกิดขึ้นจากรูปแบบธุรกิจดังกล่าว มีอะไรบ้าง
4. การที่บริษัท ChevronTexaco มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจมาใช้โมเดลแบบ Pull หรือ Demand-Driven มีผลดีอย่างไร แล้วทำไมการปรับเปลี่ยนในครั้งนี้ จึงต้องนำระบบไอทีเข้ามาสนับสนุนด้วย
5. จากกรณีศึกษาของบริษัท ChevronTexaco จะพบว่า ทางบริษัทได้นำระบบจัดการโซ่อุปทานมาใช้เพื่อส่งมอบคุณค่าสูงสุดให้แก่ลูกค้าและผู้ที่เกี่ยวข้องในโซ่อุปทาน ดังนั้นจกออกแบบโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมน้ำมัน โดยให้ระบุระบบสารสนเทศที่นำมาใช้งานตามจุดต่างๆ พร้อมคำอธิบาย

บทที่ 7

สรุปท้ายบท 7

ประสิทธิผล เป็นคำที่ใช้สำหรับวัดระดับความสำเร็จของงานกล่าวคือ งานที่สามารถทำแล้วบรรลุได้ตามที่มุ่งหวังไว้ในวัตถุประสงค์
ระบบที่มีประสิทธิผลสูงหรือต่ำ จะขึ้นอยู่กับ
1. จำนวนรายการที่บรรลุตามที่กำหนดไว้ในเป้าหมาย
2. ระดับของประโยชน์ที่เกิดจากผลผลิตที่ได้ สามารถทำได้เหนือกว่าระบบอื่นๆ
ประสิทธิภาพ เป็นการวัดสิ่งที่ผลผลิตออกมา แล้วนำมาหารด้วยรายจ่ายหรือต้นทุที่ใช้ไป หากผลที่ได้มีค่า นั้นหมายถึงมีประสิทธิภาพดี ดังนั้นระบบหนึ่งยบเท่ากันหรือดีกว่า
รายงานทางการจัดการ ประกอบด้วยรายงานประเภทต่างๆ ดังต่อไปนี้
1. รายงานตามกำหนดเวลา
2. รายงานเพื่อการชี้วัด
3. รายงานตามคำขอ
4. รายงานข้อยกเว้น
5. รายงานแบบเจาะลึกรายละเอียด
คุณลักษณะของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ ประกอบด้วย
1. การจัดพิมพ์รายงานตามรูปแบบที่กำหนดไว้ และมีมาตรฐาน
2. สามารถสั่งพิมพ์รายงานให้แสดงผลทางจอภาพ หรือเครื่องพิมพ์ก็ได้
3. ใช้ข้อมูลภายในที่ถูกจัดเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์
4. อนุญาตให้ผู้ใช้สามารถสร้างรายงานเฉพาะกิจตามที่ต้องการได้ด้วยตนเอง
5. ผู้ใช้สามารถร้องขอฝ่ายพัฒนาระบบหรือโปรแกรมเมอร์ ในการพัฒนาโปรแกรมหรือสร้างรายงานเพิ่มเติมได้
ผังรูปภาพบทที่ 7

ระบบสารสนเทศทางธุรกิจ คือระบบสารสนเทศที่ถูกพัฒนาขึ้น เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานตามหน้าที่ทางธุรกิจหรือตามแผนกงานต่างๆ เช่น ระบบสาราสนเทศทางบัญชี การเงิน การผลิต การตลาด และทรัพยากรมนุษย์ เป็นต้น
ระบบสารสนเทศทางการบัญชี มีจดประสงค์เพื่อการตรวจสอบธุรกรรมใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเงินของบริษัท ไม่ว่าจะเป็นรายจ่ายทั่วไป เงินเดือนพนักงาน และผลกำไรที่ได้จากการขายสินค้า เป็นต้น ส่วนบัญชีต้นทุน ก็ควรตรวจสอบต้นทุนแรงงาน วัตถุดิบ และการซื้อบริการต่างๆ เพื่อนำไปสู่การจัดงบประมาณรายได้และควบคุมค่าใช้จ่าย
ระบบสาราสนเทศทางการเงิน มีความสำคัญต่อการนำมาใช้เพื่อปรับปรุงด้านการเงินให้ดียิ่งขึ้นสำหรับเป้าหมายของผู้จัดการแผนการเงินก็คือ จะต้องมีการจัดทางการเงินขององค์กรให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมและการจัดการทรัพยากรขององค์กร โดยการบรรลุถึงเป้าหมายดังกล่าว จำเป็นต้องมีการบริหารเงินสดที่ดี และวิเคราะห์ลงทุนอย่างระมัดระวัง
ระบบสารสนเทศด้านการผลิตและควบคุมสินค้าคงคลัง เป็นระบบที่มีความซับซ้อน เนื่องจากเกี่ยวข้องกับกิจกรรมต่างๆ มากมาย เช่น ระบบการผลิต ระบบคงคลัง การออกแบบผลิตภัณฑ์ การควบคุมและส่งมอบสินค้า ดังนั้นจึงจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเข้าไปช่วยจัดการ เพื่อให้ระบบการจัดการด้านการผลิตและการดำเนินงานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และเป็นไปแบบอัตโนมัติ
ระบบสารสนเทศด้านวิศวกรรม เป็นระบบย่อยส่วนหนึ่งของระบบสารสนเทศเผื่อการผลิต ที่นำมาใช้เพื่อการออกแบบ และการระบุรายการวัสดุหรือวัตถุดิบที่ต้องใช้ในการผลิต เป็นต้น
การวางแผนความต้องการวัสดุ หรือระบบ MRP เป็นระบบที่นำมาใช้ด้านการบริหารการผลิตโดยเฉพาะธุรกิจในรูปแบบอุตสาหกรรมการผลิตหรือโรงงาน ที่จำเป็นต้องใช้วัตถุดิบต่างๆจำนวนมากมายเพื่อนำมาใช้กับกระบวนการผลิต ระบบ MRP จะช่วยวางแผนความต้องการวัสดุว่า ถูกนำมาใช้งานในช่วงใดบ้าง นำมาใช้ปริมาณเท่าใด ด้วยเงื่อนไขการผลิตหรือเพื่อขาย โดยต้องการให้ปริมาณสินค้าคงคลังอยู่ในระดับที่เหมาะสม
หน้าที่สำคัญของระบบ MRP อีกหน้าที่หนึ่งก็คือ ความสามารถในการสร้างใบรายการวัสดุ ด้วยการแสดงชิ้นส่วนของวัตถุดิบทั้งหมดที่มีอยู่หลากหลาย ที่ต้องนำไปใช้เพื่อประกอบผลิตภัณฑ์หนึ่งๆ ได้อย่างรวดเร็ว โดยจะระบุปริมาณตามที่ต้องการ ผ่านเทคนิคการคำนวณในระบบที่เรียกว่า ปริมาณการสั่งซื้อแบบประหยัดที่สุด
การวางแผนทรัพยากรการผลิต หรือระบบ MRP II เป็นระบบที่ถูกวิวัฒนาการมาจากระบบ MRP มารวมเข้ากับกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการผลิตในด้านอื่นๆ เพื่อนำไปสู่การวางแผนกระบวนการผลิตไว้อย่างครบครัน ที่ไม่ใช้เพียงแค่การจัดการสินค้าคงคลังเท่านั้น แต่จะครอบคลุมถึงการวางแผนงบประมาณการจัดซื้อวัตถุดิบ การวางแผนต้นทุนระบบคงคลังการวางแผนเพื่อจัดกำลังคนให้สัมพันธ์กับการผลิต เป็นต้น ซึ่งล้วนแต่เกี่ยวข้องกับการวางแผนต้นทุนการผลิตทั้งสิ้น
ระบบ MRP II ยังสามารถช่วยปรับกำหนดการณ์เพื่อการจัดซื้อให้เหมาะสมได้อย่างรวดเร็ว การติดตามผลิตภัณฑ์ในลักษณะเรียลไทม์ และการปรับปรุงคุณภาพ และที่สำคัญที่สุดก็คือ ข้อมูลที่นำเข้าระบบ MRP II ก็คือตารางผลิตหลัก ที่บ่งบอกถึงชนิด ขนาด และจำนวนวัตถุดิบที่ต้องนำมาประกอบเป็นผลิตภัณฑ์แต่ละชนิด เพื่อนำมาใช้วางแผนในการกระจายงานการผลิตสินค้าทั้งแบบระยะสั้นและระยะยาว ภายใต้กรอบของนโยบายที่ได้รับการวางแผนไว้เป็นอย่างดี
ระบบสารสนเทศการตลาด จะทางเกี่ยวกับการวางแผนการส่งเสริมการขาย และการขายสินค้าตามท้องตลาด นอกจากนี้ ยังต้องมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ หาแหล่งตลาดใหม่ๆ เพื่อบริการแก่ลูกค้าปัจจุบันและลูกค้ารายใหม่อย่างสม่ำเสมอ
การตลาดเป็นส่วนงานที่มีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินงานทางธุรกิจขององค์กร โดยองค์กรสามารถนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยปฏิบัติหน้าที่ทางการตลาด เช่น การวิจัยตลาด การวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย การบริการลูกค้า และระบบการขายอัตโนมัติ เพ่อเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วบนสภาพแวดล้อมทางธุรกิจของปัจจุบัน

ระบบสารสนเทศด้านการจัดการทรัพยากรมนุษย์ ได้มีบทบาทสำคัญต่อองค์กรยุคใหม่ที่เดียว โดยสามารถจัดแบ่งประเภทของงานจัดการด้านทรัพยากรมนุษย์ ตามกิจกรรมหลักๆ 5 ประการด้วยกันคือ
1. การจัดข้อมูลประวัติพนักงาน
2. การเลื่อนตำแหน่งและการสรรหาพนักงานใหม่
3. การฝึกอบรม
4. การประเมินผล
5. การจัดค่าตอบแทนและเงินช่วยเหลือ

วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2559

บทที่ 6

สรุปท้ายบทที่ 6

อีคอมเมิร์ซ การดำเนินธุรกรรมทางการค้าผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนกรซื้อสินค้า ขายสินค้า จัดส่งสินค้า การแลกเปลี่ยนสินค้า/บริการ หรือสารสนเทศผ่านอินเทอร์เน็ต
อีบิสซิเนส เป็นการดำเนินธุรกรรมใดๆ ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ที่มิใช่แค่เพียงการซื้ขายสินค้าหรือบริการต่างๆ บนอินเทอร์เน็ตเท่านั้น แต่ได้ผนวกในด้านของดำเนินธุรกรรมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลาย ไม่ว่าเป็นภายในองค์กรหรือระหว่างองค์กร การบริการลูกค้า การทำงานร่วมกันระหว่างคู่ค้าทางธุรกิจ ที่สามารถสื่อสารกันผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต อินทราเน็ต และเอ็กซ์ทราเน็ต
อีบิสซิเนสครอบคลุมขอบเขตที่กว้างกว่าอีคอมเมิร์ซ หรือกล่าว อีคอมเมิร์ซเป็นส่วนหนึ่งของอีบิสซิเนส
คุณสมบัติของเทคโนโลยีอีคอมเมิร์ซ ประกอบด้วย
1. การมีอยู่ทั่วทุกหนแห่ง
2. ขอบเขตครอบคลุมทั่วโลก
3. มาตรฐานระดับสากล
4. ความสมบูรณ์ในข่าวสาร
5. การโต้ตอบระหว่างกัน
6. ความหนาแน่นของสารสนเทศ
7. ความเป็นเฉพาะตัวแลกและการปรับแต่งให้เหมาะสมกับบุคคล
8. เทคโนโลยีทางสังคม

ผังรูปภาพบทที่ 6

มิติทั้งสามของอีคอมเมิร์ซ ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์ กระบวนการ และตัวแทนในการส่งมอบ
บริกแอนด์มอร์ตาร์ เป็นรูปแบบการดำเนินงานทางธุรกิจแบบดั้งเดิม ดังนั้นมิติสามไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ กระบวนการ และตัวแทนในการส่งมอบสินค้า ล้วนเป็นสิ่งที่ถูกดำเนินการหรือพบปะกันจริงๆตามโครงสร้างเชิงกายภาพทั้งสิ้น
คลิกแอนด์มอร์ตาร์ เป็นรูปแบบการดำเนินธุรกิจแบบผสมผสาน กล่าวคือ ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ กระบวนการ และตัวแทนส่งมอบ จะมีทั้งโครงสร้างเชิงกายภาพและดิจิตอลรวมเข้าด้วยกัน
คลิกแอนด์คลิก เป็นการดำเนินธุรกิจในรูปแบบดิจิตอลหรือแบบออนไลน์ล้วน
ประเภทของอีคอมเมิร์ซ ประกอบด้วย
1. ภาคธุรกิจกับผู้บริโภค (B2C)
2. ภาคธุรกิจกับภาคธุรกิจ (B2B)
3. ผู้บริโภคกับผู้บริโภค (C2C)
4. ภาคธุรกิจในเครือกับผู้บริโภค (B2B2C)
5. ผู้บริโภคกับภาคธุรกิจ (C2B)
6. ภาคธุรกิจกับพนักงาน (B2E)
7. รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (e-Government)


กลไกลหลักของอีคอมเมิร์ซ ประกอบด้วย
1. ตลาดกลางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Marketplace)
2. แคตาล็อกอิเล็กทรอนิกส์ (e-Catalogs)
3. การประมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Auction)
4. การแลกเปลี่ยนออนไลน์

อีคอมเมิร์ซในรูปแบบ B2C เปิดโอกาสให้ผู้ขายสินค้าหรือโรงงานผู้ผลิต สามารถขายสินค้าแก่ลูกค้า ได้โดยตรง ไม่ต้องส่งทอดผ่านพ่อค้าคนกลาง จึงทำให้ต้นทุนราคาสินค้ามีราคาต่ำกว่าท้องตลาดทั่วไป
ในส่วนของกลไกการช็อปปิ้งออนไลน์ในรูปแบบ B2C หรือ e-Tailing ที่ได้รับความนิยมสูง จะมีอยู่ 2 ประเภทด้วยกันคือ หน้าร้านอิเล็กทรอนิกส์ และห้างสรรพสินค้าอิเล็กทรอนิกส์
อุตสาหกรรมการบริการออนไลน์ เกี่ยวข้องกับงานบริการออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ ดังนี้
1. ธนาคารอิเล็กทรอนิกส์ (e-Banking)
2. การค้าออนไลน์ (e-Tailing)
3. ตลาดแรงงานออนไลน์ (e-Job)
4. การท่องเที่ยวออนไลน์
5. ธุรกิจสังหาริมทรัพย์

วงจรบริการลูกค้า ประกอบด้วย 4 ระยะด้วยกัน คือ
ระยะที่ 1 การกำหนดความต้องการ
ระยะที่ 2 การจัดหา
ระยะที่ 3 ความเป็นกรรมสิทธิ์
ระยะที่ 4 การปลดระวาง


ปัญหาการค้าปลีกอิเล็กทรอนิกส์ ประกอบด้วย
1. ความขัดแย้งเรื่องช่องทางจำหน่าย
2. ความขัดแย้งสำหรับองค์ที่นำ Click-and-Mortar มาใช้ร่วมกับการค้าแบบเดิม
3. การจัดการด้านการส่งมอบสินค้าและโลจิสติกส์
4. ค้นหาแนวทางเพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินการต่อไปให้ได้ และความเสี่ยงจากการค้าปลีกอิเล็กทรอนิกส์
5. การกำหนดวิธีแสวงหารายได้


การแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ (EDI) เป็นระบบที่อนุญาตให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลหรือเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ที่มีแบบฟอร์มมาตรฐานผ่านทางคอมพิวเตอร์ระหว่าง 2 องค์กร ซึ่งประกอบด้วยเอกสารสำคัญอย่างใบกำกับสินค้า ใบเสร็จรับเงิน ตารางการจัดส่งสินค้า หรือใบสั่งซื้อ ทั้งนี้รายการธุรกรรมดังกล่าวจะถูกส่งโดยอัตโนมัติจากคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง ไปยังคอมพิวเตอร์อีกเครื่องหนึ่งผ่านระบบเครือข่ายซึ่งเอกสารอิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้จะต้องมีคุณสมบัติตามรูปแบบมาตรฐานสากลที่ทั่วโลกยอมรับ
อีคอมเมิร์ซในรูปแบบ B2B จะใช้การแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านระบบ EDI
ตลาดกลางอิเล็กทรอนิกส์ มีบทบาทสำคัญต่อธุรกิจในรูปแบบ B2B อยู่ 3 ประการด้วยกันคือ
1. เป็นแหล่งที่พบปะกันระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย
2. เป็นตัวกลางในการอำนวยความสะดวกด้านการแลกเปลี่ยนสารสนเทศ สินค้า บริการ และการชำระเงินตามธุรกรรมทีเกิดขึ้นจากการซื้อขาย
3. เป็นผู้กำหนดโครงสร้างกฎระเบียบและข้อบังคับทางกฎหมาย เพื่อใช้กับการดำเนินธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายภายในตลาดกลาง ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นต่อผู้ที่เข้ามาใช้บริการ

การประยุกต์ใช้ตลาดกลางอิเล็กทรอนิกส์ มีอยู่ 2 รูปแบบ
1. ตลาดกลางอิเล็กทรอนิกส์ที่มีแต่ผู้ขาย
2. ตลาดกลางอิเล็กทรอนิกส์ที่มีแต่ผู้ซื้อ
การจัดซื้อจัดหาแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Procurement) มิใช่แค่เพียงการซื้อสินค้าและวัตถุดิบเท่านั้นแต่เกี่ยวข้องกับแหล่งผลิต การเจรจาต่อรองกับผู้ขายปัจจัยการผลิต การชำระเงินค่าสินค้า และการจัดการส่งมอบสินค้า ทั้งนี้ธุรกิจสามารถใช้อินเทอร์เน็ตในการค้นหาราคาวัตถุดิบที่ต้องการมนราคาต่ำที่สุดจากผู้ขายรายต่างๆได้โดยไม่ยาก ด้วยการค้นหาผ่านแคตาล็อกออนไลน์จากเว็บของผู้ขายสินค้า การต่อรองกับผู้ขาย การสั่งซื้อ การชำระเงิน และการขนส่ง ซึ่งสามารถดำเนินการได้โยเบ็ดเสร็จบนโต๊ะทำงานผ่านคอมพิวเตอร์ที่ลิงค์เชื่อมโยงเครือข่ายระบบ EDI

อีคอมเมิร์ซแบบ C2C ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายต่างก็เป็นบุคคล มิใช่เป็นภาคธุรกิจ ซึ่งประกอบด้วยธุรกรรมต่างๆดังนี้
1. การประมูลอิเล็กทรอนิกส์แบบ C2C
2. การประกาศโฆษณา
3. การบริการส่วนบุคคล
4. การสนับสนุนด้านการบริการ C2C

อีคอมเมิร์ซในรูปแบบ B2E ถูกนำมาประยุกต์ใช้งานกับองค์กร เพื่อดำเนินงานทางธุรกิจร่วมกันระหว่างพนักงานในองค์กรและรวมถึงการทำงานร่วมกันระหว่างองค์กร ซึ่งประกอบด้วย
1. อีคอมเมิร์ซระหว่างพนักงานภายในองค์กร
2. อีคอมเมิร์ซระหว่างหน่วยธุรกิจด้วยกัน

เว็บพอร์ทัล เป็นกลุ่มของลิงก์ที่ใช้สำหรับเชื่อมโยงไปยังเว็บเพจต่างๆ รวมถึงเนื้อหา เรื่องราวที่เป็นสาระสำคัญต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบทความ รูปภาพ ภาพเคลื่อนไหว หรือไฮเปอร์ลิงก์ ที่นำเสนอการบริการบนเว็บเพจ โดยออกแบบมาเพื่อนำทางให้แก่ผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง ดังนั้นข่าวสารที่นำเสนอบนเว็บพอร์ทัลจึงมักเป็นข่าวสารที่ผู้ใช้สนใจ หรือมีความเกี่ยวข้องกับผู้ใช้

รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ เป็นการนำเทคโนโลยีอีคอมเมิร์ซมาใช้เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพและประสิทธิผลด้านการบริการแก่ประชาชน ซึ่งประกอบด้วย
1. ภาครัฐกับผู้บริโภค (G2C)
2. ภาครัฐกับภาคธุรกิจ (G2B)
3. ภาครัฐกับภาครัฐ (G2G)

เอ็มคอมเมิร์ซ คืออีคอมเมิร์ซในอีกรูปแบบหนึ่ง จะแตกต่างกันเพียงแค่รูปแบบการเชื่อต่อใช้งานที่เป็นแบบไร้สายผ่านระบบเซลโฟลหรือโทรศัพท์เคลื่อนที่ รวมถึงเครื่องพีดีเอ
ระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ มีหลายรูปแบบด้วยกัน เช่น
1. เช็คอิเล็กทรอนิกส์
2. บัตรเครดิตอิเล็กทรอนิกส์
3. เงินสดอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งประกอบด้วย บัตรชำระเงินล่วงหน้า บัตรชำระเงินระหว่างบุคคล และกระเป๋าเงินดิจิตอล
ความต้องการด้านความปลอดภัยในธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ประกอบด้วย
1. การพิสูจน์ตัวตน
2. ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
3. การห้ามปฏิเสธความรับผิดชอบ
4. สิทธิส่วนบุคคล
5. ความปลอดภัย
การรักษาความปลอดภัยในธุรกิจอีคอมเมิร์ซ จะเกี่ยวข้องกับกลไกการเข้ารหัสข้อมูล เช่น SSl ทำให้การสื่อสารข้อมูลระหว่างเครื่องเซิร์ฟเวอร์และไคลเอนต์มีการเข้ารหัสไว้ ส่งผลต่อความปลอดภัยในข้อมูลที่จะสื่อสารกัน โดยมีวิธีสังเกตง่ายๆจาก URL ที่ใช้โปรโตคอล https:// แทนที่จะเป็น http:// แบบปกติ

บทที่ 5

สรุปท้ายบทที่ 5

การสื่อสารโทรคมนาคม คือการแลกเปลี่ยนสารสนเทศที่อยู่ในรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเสียง ข้อมูล ข้อความ รูปภาพ ออดิโอ และวิดีโอ ด้วยการส่งผ่านเครือข่าย
แนวโน้มด้านการสื่อสารโทรคมนาคม ประกอบด้วยแนวโน้มในสามด้าน 3 ด้านด้วยกัน คือ
1.             แนวโน้มด้านอุตสาหกรรม
2.             แนวโน้มด้านเทคโนโลยี
3.             แนวโน้มด้านการใช้งานทางธุรกิจ
มูลค่าทางธุรกิจ ของระบบการสื่อสารโทรคมนาคม ช่วยขจัดปัญหาต่างๆ ได้ดังนี้
1.             ขจัดปัญหาอุปสรรคด้านภูมิศาสตร์
2.             ขจัดปัญหาด้านเวลา
3.             ขจัดปัญหาเกี่ยวกับต้นทุน
4.             ขจัดปัญหาเกี่ยวกับโครงสร้าง
ชนิดของเครือข่าย ยังสามารถจัดแบ่งประเภทออก
1.             เครือข่ายส่วนบุคคล (PAN)
2.             เครือข่ายท้องถิ่น (LAN)
3.             เครือข่ายระดับเมือง (MAN)
4.             เครือข่ายระดับประเทศ (WAN)
ผังรูปภาพบทที่ 5

             สื่อกลางส่งข้อมูล ยังสามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิดด้วยกันคือ สื่อกลางส่งข้อมูลแบบมีสายและสื่อกลางส่งข้อมูลแบบไร้สาย
ตัวอย่างสื่อกลางส่งข้อมูลแบบมีสาย เช่น สายคู่บิดเกลียว สายโคแอกเชียล สายไฟเบอร์ออปติก
ตัวอย่างสื่อกลางส่งข้อมูลแบบไร้สาย เช่น คลื่นวิทยุ ไมโครเวฟ โทรศัพท์เคลื่อนที่ อินฟราเรด บลูทูธ และWAP
เร้าเตอร์ เป็นอุปกรณ์สำคัญของเครือข่ายอินเตอร์เน็ตที่ถูกนำมาใช้ เพื่อกำหนดและวางเส้นทางในการส่งทอดข้อมูลข่างสารไปยังจุดหมายปลายทาง ตามเส้นทางที่กำหนดไว้โดยเส้นทางในการส่งผ่านจะมีหลายเส้นทางด้วยกัน แต่เร้าเตอร์จะพิจารณาและตัดสินใจเส้นทางที่เหมาะสมให้ จนกระทั่งข่าวสารได้ถูกส่งไปถึงปลายทางได้ในที่สุด
แพ็กเก็ต คือชิ้นส่วนของข้อมูลที่ถูกนำมาแบ่งย่อยออกเป็นชิ้นเล็กๆ เพื่อส่งผ่านสื่อกลางในระบบเครือข่าย
TCP/IP เป็นโปรโตคอลที่ทำหน้าที่นำส่งข่าวสารไปถึงปลายทางบนเครือข่าย เช่น เครือข่ายอินเทอร์เน็ต นอกจากนี้ TCP/IP ยังเป็นโปรโตคอลที่มีความน่าเชื่อถือ มีการรับประกันการส่งถึงที่หมายปลายทาง
URL คือข้อความที่นำมาใช้อ้างอิงระบุตำแหน่งเอกสารหรือเว็บเพจบนเวิลด์ไวด์เว็บ
http เป็นวิธีการโต้ตอบกับอินเทอร์เน็ต ซึ่งจะอยู่ใน URL
หมายเลขไอพี คือหมายเลขที่นำมาใช้อ้างอิงโหนดต่างๆ บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งจะมีตัวเลขไม่ซ้ำกัน โดยโหนดในที่นี้ อาจเป็นคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์บนเครือข่ายก็ได้
DNS เป็นระบบการตั้งชื่อบนอินเทอร์เน็ต ซึ่งจะใช้ชื่อหรือข้อความอ้างอิงแทนหมายเลขไอพีเพื่อให้จดจำได้ง่าย หน้าที่ของ DNS จะแปลงชื่อโดเมนมาเป็นหมายเลขไอพีอีกทอดหนึ่ง สำหรับชื่อเมนจะมี โครงสร้างเป็นลำดับชั้น ประกอบด้วยชื่อคอมพิวเตอร์ ชื่อเครือข่าย ชื่อซับโดเมน และชื่อโดเมน
การเข้าถึงอินเทอร์เน็ต สามารถดำเนินการได้หลายวิธีด้วยกัน คือ
1.             การเชื่อมต่อผ่านแบบเครือข่ายแลน
2.             การเชื่อมต่อแบบหมุนโทรศัพท์
3.             การเชื่อมต่อผ่านการบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (ADSL)
4.             การเชื่อมต่อแบบไร้สาย เช่น Wi-Fi หรือเข้าถึงอินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่
ISP คือผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นบริษัทที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อให้หน่วยงานหรือองค์กรต่างๆ รวมถึงผู้คนทั่วไป สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้
อินทราเน็ต เป็นเครือข่ายภายในองค์กร ที่ถูกสร้างขึ้นมาตามมาตรฐานเทคโนโลยีเดียวกันกับอินเทอร์เน็ตและเวิลด์ไวด์เว็บ
เอ็กซ์ทราเน็ต คือเครือข่ายส่วยบุคคล ที่พัฒนาขึ้นด้วยเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเช่นกัน โดยมีข้อจำกัดในการเข้าถึงไซต์เฉพะพนักงานในองค์กร
VolP เป็นเทคโนโลยีทีใช้สัญญาณข้อมูลเสียงซึ่งเป็นแบบแอนะล็อก มาแปลงเป็นสัญญาณดิจิตอลและนำมาบรรจุลงในหน่วยข้อมูลที่เรียกว่าแพ็กเก็ต
RFID คือระบบบ่งชี้ด้วยคลื่นความถี่วิทยุ เป็นระบบที่มีความสามารถในการระบุเพื่อค้นหาวัตถุ ที่มีจุดเด่นหลายประการ
Converging Technogies คือการหล่อหลอมรวมเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวจะหมายถึงอุปกรณ์ชิ้นหนึ่งที่มีการผนวกฟังก์ชั่นการทำงานต่างๆ มากมาย เสมือนมีหลายๆ อุปกรณ์มารวมกัน ตังอย่างเช่น โทรศัพท์เคลื่อนที่ เป็นต้น

กรณีศึกษา : JetBlue กลยุทธ์ที่นำไปสู่ความสำเร็จของสายการบินต้นทุนต่ำ
             JetBlue ถูกก่อตั้งขึ้นเมื่อราวเดือนกุมภาพันธ์ปี ค.ศ.2000โดย David Neeleman ซึ่งดำรงตำแหน่ง CEO และด้วยอุตสาหกรรมในธุรกิจสายการบินที่มีการแข่งขันกันสูงมาก ทาง JetBlue จึงได้นำกลยุทธ์ความเป็นผู้นำด้านต้นทุนเพื่อชิงความได้เปรียบการแข่งขัน ด้วยการกำหนดราคาตั๋วเที่ยวบินให้มีราคาถูก ประกอบการปรับปรุงด้านบริการแก่ลูกค้าควบคู่ไปด้วย จึงเป็นที่มาของการดำเนินของธุรกิจสายการบินต้นทุนต่ำ (Low Cost Airlines )
ในความเป็นจริงแล้ว สายการบินต้นทุนต่ำ เป็นรูปแบบุรกิจที่มีนานกว่า 30 ปีแล้ว โดยสายการบิน Southwest Airlines  เป็นผู้เริ่มก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1971 อย่างไรก็ตาม ในระยะเริ่มแรกที่ทาง JetBlue ได้เข้ามามีส่วนร่วมในตลาดนี้ ยังคงไม่ส่งผลกระทบต่อ Southwest Airelines มากนักเนื่องจากต่างก็มีกลุ่มลูกค้าของตน อีกทั้งยังเส้นทางการบินก็ไม่ค่อยมีการทับเส้นทางระกว่างกันมากนัก แต่ในเวลาต่อ ได้มีการแข่งขันกันอย่างเข้มข้น ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็ต้องการรักษาตลาดของตนไว้รวมถึงการขยายกลุ่มลูกค้าของตนให้มากยิ่งขึ้น
ปกติเรามักจะนึกถึงองค์กรภาคการผลิต ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานแบบอัตโนมัติ แต่ประโยชน์หรือผลกำไรก็สามารถหาได้จากการบริการแบบอัตโนมัติเช่นกัน ดังนั้นทาง jetblue ็็็็็็ีีรรนรนรร-ตนรพสพนสร       รนรนยรสสรรรรรสสรรส
                JetBlue ได้นำระบบอัตโนมัติมาใช้กับงานสายการบิน พนักงานบำรุงรักษาเครื่องบินจะใช้ระบบสารสนเทศเพื่องานบำรุงรักษาจากบริษัท Dash Group โดยระบบจะล็อกชิ้นส่วนเครื่องบินและรอบเวลาทำงานเหล่านั้นทั้งหมด เมื่อชิ้นส่วนอะไหล่ชิ้นนั้นๆ ถึงถึงเวลาได้รับการแทนที่ด้วยอะไหล่ชิ้นใหม่
                ในส่วนการวางแผนการบินเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด จำนวนที่นั่งที่ได้รับการจองบนเที่ยวบินต่างๆ ได้รับการดำเนินงานอยู่บนซอฟต์แวร์ดังกล่าวได้ช่วยลดต้นทุนการวางแผน และการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ทาง JetBlue ยังมีทีมงานพัฒนาซอฟต์แวร์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีจำนวน 58 คน ในการพัฒนาระบบภายในเพื่อใช้งานเอง ภายใต้ชื่อว่า “Blue Performance” ซึ่งนำมาใช้ติดตามข้อมูลการปฏิบัติงานเพื่ออัปเดตเที่ยวบินในแต่ละเที่ยว โดยหากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินในการปฏิบัติงานของสายการบินระบบก็จะสามารถรายงานผลและปัญหาต่างๆ ให้รับทราบโดยทันที
ในส่วนงานภาคพื้นดิน พนักงานจะใช้อุปกรณ์ไร้สายเพื่อรายงานผลถึงเหตุการณ์ที่ผิดปกติทุกๆ ด้าน เช่น เที่ยวบินที่ล่าช้าจากสภาพอากาศแปรปรวน เพื่อแจ้งให้ผู้โดยสารรับทราบ ซี่งจะมีผลตอบรับอันรวดเร็ว และทุกๆ เหตุการณ์จะได้รับการบันทึกอยู่ในฐานข้อมูลเพื่อนำไปวิเคราะห์ต่อไปภายหลัง
                สำหรับงานฝึกอบรม เมื่อมีการฝึกอบรมนักบินและพนักงานอื่นๆ ทั่วไป จะไม่มีการใช้กระดาษบันทึกแต่อย่างใด โดยซอฟแวร์ระบบจัดการฝึกอบรมการบิน ได้จัดเตรียมฐานข้อมูลเพื่อติดตามการบันทึกการฝึกอบรมของพนักงานแต่ละคน ซึ่งง่ายต่อการอัปเดตและเรียกดูข้อมูล

กรณีศึกษา : Wal-Mart กับผู้ก่อตั้งที่เห็นความสำคัญต่อนวัตกรรมทางเทคโนโลยี
หากกล่าวถึงความเป็นผู้นำทางด้านต้นทุน หนึ่งในตัวอย่างที่น่าศึกษามากที่สุดก็คงไม่พ้น ห้าง Wal-Mart โดย Sam Walton ผู้ก่อตั้ง Wal-Mart ได้เริ่มธุรกิจค้าปลีกขนาดเล็กๆ ในชนบทของประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อปี ค.ศ.1962 โดยก่อตั้งเป็นร้านค้าปลีกแบบ Discount Store ที่ได้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีแก่ลูกค้าในละแวกนั้น ทั้งนี้ Sam Walton ได้ใช้หลักการบริหารตามพันธกิจดังนี้คือ
1.             เคารพลูกค้าและพนักงานทุกคนสมควรได้รับการดูแล และให้เกียรติซึ่งกันและกัน
2.             บริการลูกค้าด้วยการเสนอสินค้าในราคาที่ถูกที่สุด และบริการที่ดีที่สุด
3.             พยายามทำในสิ่งที่มีความเป็นเลิศ ด้วยการนำนวัตกรรมใหม่ๆ มาประยุกต์ใช้ เพื่อไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน
จะพบว่า Sam Walton เป็นบุคคลที่มองการณ์ไกล และเล็งเห็นความสำคัญต่อนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ มาปรับใช้กับการดำเนินธุรกิจ จนกระทั่งประสบผลสำเร็จ และเป็นร้านค้าปลีกที่เป็นผู้นำด้านต้นทุนมาโดยตลอด
แต่ความสำคัญที่จะกล่าวในกรณีศึกษาในที่นี้ มิได้มุ่งเน้นถึงความเป็นผู้นำต้นทุน แต่จะมุ่งความสำคัญไปที่ Wal-Mart ได้เห็นความสำคัญต่อโครงการพื้นฐานทางไอที นวัตกรรม หรือเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยเฉพาะผู้บริหารได้เห็นความสำคัญต่อการจัดการเทคโนโลยีกับการสร้างความได้เปรียบในเชิงแข่งขันมาก ถึงกับได้ระบุไว้ในพันธกิจ นอกจากนี้ ยังได้นำ S-Curve เพื่อเสนอความสามารถของเทคโนโลยีในรูปแบบของกราฟ ด้วยการบันทึกเหตุการณ์ปัจจุบัน หรือคาดคะเนระยะเวลาอายุการใช้งานของตัวเทคโนโลยีนั้นๆ ซึ่งเทคโนโลยีต่างๆ ล้วนแต่มีขีดจำกัดทางธรรมชาติของตัวมันเองอยู่แล้ว ดังนั้น S-Curve จึงเป็นกราฟที่แสดงให้เห็นถึงการเติบโตของเทคโนโลยีในแต่ละช่วง ที่แลดูเป็นเส้นโค้งคล้ายตัว S ที่บ่งบอกสถานะของเทคโนโลยีในช่วงเริ่มต้น ช่วงเติบโต ช่วงอยู่ตัว และสุดท้ายคือช่วงของการหายไปของเทคโนโลยี และจากการคาดคะเนด้วยเทคนิค S-Curve นี้เอง จึงทำให้สามารถวิเคราะห์วงจรชีวิตของเทคโนโลยี ครั้นเมื่อเทคโนโลยีตัวใดเสื่อมค่าลงไป ก็จะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อทดแทนหรือขยายขีดความสามารถของเทคโนโลยีนั้นๆ ได้ต่อไป เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงวงจรผลิตภัณฑ์ และเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการนำผลิตภัณฑ์นั้นๆ ออกสู่ท้องตลาดต่อไป
Wal-Mart เป็นบริษัทที่ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีมาทำธุรกิจ และถือเป็นบริษัทรายแรกๆ ของอเมริกา ที่นำเครื่องเก็บเงินด้วยการนำเทคโนโลยีเครื่องอ่านบาร์โค้ดมาใช้ โดยเทคโนโลยีบาร์โค้ดที่ถูกนำมาใช้งานตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงปัจจุบัน ก็ได้พบถึงขีดจำกัดโดยธรรมชาติของตัวมันเองแล้ว ดังนั้น ในปี ค.ศ.2004 ทาง Wal-Mart จึงได้ริเริ่มทำเทคโนโลยี RFID มาใช้ และ RFID ก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงการทำธุรกิจค้าปลีกอีกครั้ง โดยถูกนำมาเป็นส่วนหลักของการพัฒนาโซ่อุปทานของบริษัท ควบคู่ไปกับการใช้ระบบ EDI ในการแลกเปลี่ยนเอกสารและประสานงานกับผู้ขายปัจจัยการผลิต การบริหารจัดการสินค้าคงคลัง การจัดการโลจิสติกส์ ซึ่งล้วนแต่มีการนำเทคโนโลยีมาสนับสนุนเพื่อขับเคลื่อนไปอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังช่วยสร้างโอกาสในการทำกำไร ด้วยการมีพันธมิตรร่วมค้าที่เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตด้านสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ ส่งผลต่ออำนาจการต่อรองสินค้าสูง และช่วยลดต้นทุน จนกระทั่งกลายเป็นผู้นำทางด้านต้นทุนในที่สุด
ครั้นเมื่อมองธุรกิจของ Wal-Mart แล้ว จะพบว่าความได้เปรียบในเชิงแข่งขันของยักษ์ใหญ่ในวงการค้าปลีกรายนี้ เกิดจากการบริหารจัดการกิจกรรมต่างๆ ในห่วงโซ่คุณค่าอย่างมีประสิทธิภาพทาง Wal-Mart ได้ติดตั้งซอฟต์แวร์เพื่อจัดเก็บข้อมูลลูกค้า เพื่อนำมาใช้ประเมินการใช้จ่ายและประเมินพฤติกรรมการใช้เงินของลูกค้า ข้อมูลเหล่านี้จะถูกจัดส่งให้กับผู้จัดส่งสินค้าของ Wal-Mart และยังมีการใช้ข้อมูลเหล่านี้เพื่อใช้บริษัทบริหารสต็อกสินค้าอีกด้วย ดังนั้นสินค้าที่ขายดีภายในห้าง ก็จะได้รับการเติมเต็มอยู่ตลอดเวลา เพื่อป้อนให้กับผู้ซื้อตรงตามปริมาณความต้องการ ทำให้ผู้ซื้อหรือสินค้าได้รับความพึงพอใจ คลายความกังวลกับสินค้าขาดตลาด ที่มิใช่เป็นกรณีของสินค้าขาดสต็อก และทำสูญเสียโอกาสในการขายไป
กลยุทธ์อันสำคัญของทาง Wal-Mart ก็คือ การซื้อมาในราคาต่ำ ขายไปในราคาถูก และมุ่งทำกำไรจากยอดปริมาณการขายที่ขายออกไปอย่างรวดเร็ว และเร็วกว่าคู่แข่งขันรายอื่นๆ โดย Wal-Mart มีการใช้ระบบเติมเต็มสินค้าคงคลังแบบอัตโนมัติ ด้วยการใช้พื้นที่ภายในห้าง เป็นที่จำหน่ายสินค้าและสต็อกสินค้าบนชั้นในคราวเดียวกัน สินค้าที่นำมาเติมให้เต็มจะถูกดำเนินการตามพฤติกรรมการซื้อสินค้าของลูกค้า โดยมีระบบสารสนเทศที่เชื่อมโยงถึงกันทั้งระบบร่วมกับผู้ขายหรือซัปพลายเออร์รายต่างๆ ที่สามารถเข้าถึงระบบเพื่อตรวจสอบได้ตลอดเวลา สิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อการสร้างโอกาสในการขาย ซึ่งเป็นที่ของกำไร และช่วยลดรายจ่ายจากการกักตุนสินค้าและคลังสินค้า โดยความสำเร็จเหล่านี้ ล้วนมาจาก การนำเทคโนโลยีมาบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเลยว่า ลูกค้าแม้อยู่ห่างไกลจากแหล่งที่ตั้งของตัวห้าง ยังเจาะจงเดินทางเข้ามาเพื่อจับจ่ายซื้อสินค้ากับทางห้างด้วยความยินดี




บทที่ 4

สรุปท้ายบทที่ 4 

โครงสร้างแฟ้มข้อมูล
ประกอบด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่ลำดับจากหน่วยที่เล็กที่สุด ไปยังหน่วยที่ใหญ่ขึ้นตามลำดับชั้น ซึ่งประกอบด้วย บิต ไบต์ ฟิลด์ เรคอร์ด ไฟล์ และฐานข้อมูล
แฟ้มข้อมูล หลัก จะจัดเก็บข้อมูลหลักที่มักไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลง เช่น ข้อมูลลูกค้า ข้อมูลนักศึกษา และข้อมูลสินค้า
แฟ้มข้อมูลรายการเปลี่ยนแปลง จะใช้เก็บเรคอร์ดข้อมูลต่าง ๆ ที่มีการเคลื่อนไหวประจำวัน เช่น ข้อมูลฝาก/ถอนเงินลูกค้า ข้อมูลการลงทะเบียนของนักศึกษา และข้อมูลขายสินค้า
ฐานข้อมูล เป็นแหล่งรวมของแฟ้มข้อมูลต่าง ๆ โดยจะมีการเชื่อมโยงแฟ้มข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้เข้าด้วยกันอย่างมีระบบ และใช้ซอฟต์แวร์ระบบจัดการฐานข้อมูลเป็นตัวจัดการฐานและควบคุมข้อมูลในฐานข้อมูล
ผังรูปภาพบทที่ 4

แบบจำลองฐานข้อมูล มีหลายชนิดด้วยกัน ประกอบด้วย
1. แบบจำลองข้อมูลลำดับชั้น
2. แบบจำลองฐานข้อมูลเครือข่าย
3. แบบจำลองฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์
4. แบบจำลองฐานข้อมูลเชิงวัตถุ
5. แบบจำลองฐานข้อมูลแบบมัลติไดเมนชั่น
ผู้บริหารฐานข้อมูล มีหน้าที่ดูแลความถูกต้อง และความปลอดภัยของฐานข้อมูล เพื่อให้งานบริการข้อมูลขององค์กรสามารถดำเนินการได้ตามปกติในแต่ละวัน และหากเกิดข้อผิดพลาดในฐานข้อมูลขึ้น ก็จะมีกระบวนการกู้คืน และระบบสำรองข้อมูล นอกจากนี้ ยังมีหน้าที่ประเมินการใช้งานฐานข้อมูลในองค์กร ความเสี่ยง และวางแผนเพื่อรองรับอัตราการเติบโตของฐานข้อมูลในอนาคต
ภาษานิยามข้อมูล ใน SQL ประกอบด้วยกลุ่มคำสั่งที่ใช้สำหรับการสร้างตาราง แก้ไขตาราง ลบตาราง การกำหนดโครงสร้างข้อมูล การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างในฐานข้อมูล การกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างตารางและการจัดทำพจนานุกรมข้อมูล
ภาษาจัดการข้อมูล ใน SQL ประกอบด้วยกลุ่มคำสั่งต่างๆ ที่ใช้สอบถามหรือคิวรีข้อมูลจากฐานข้อมูลขึ้นมาใช้งาน รวมถึงการเพิ่มข้อมูลในตาราง การอัปเดตข้อมูลในตาราง และการลบข้อมูลในตาราง
พจนานุกรมข้อมูล ใช้อธิบายข้อมูลหรือเรียกว่า Metadata ซึ่งเป็นข้อมูลที่ใช้อธิบายข้อมูลนั่นเอง
แผนภาพอีอาร์ เป็นแบบจำลองที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลทั้งหมดที่มีอยู่ในระบบ โดยแต่ละเอ็นทิตี้ก็จะมีแอตตริบิวต์ และมีการเชื่อมโยงระหว่างเอ็นทิตี้ด้วยกันผ่านแอตตริบิวต์ที่ระบุเป็นคีย์ สำหรับจุดประสงค์ของอีอาร์ไดอะแกรมก็คือ เป็นแผนภาพที่นำมาใช้เป็นตัวกลางสื่อสารเพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันระหว่างผู้ออกแบบและผู้ใช้งาน
ชนิดของฐานข้อมูล ประกอบด้วย
1. ฐานข้อมูลเชิงปฎิบัตการ
2. ฐานข้อมูลแบบกระจาย
3. ฐานข้อมูลภายนอก
4. ฐานข้อมูลไฮเปอร์มีเดีย
คลังข้อมูล คือแหล่งจัดเก็บข้อมูลขององค์กรที่เป็นทั้งข้อมูลจากแหล่งภายในและภายนอก เพื่อนำมาวิเคราะห์ร่วมกัน อีกทั้งข้อมูลที่บรรจุอยู่ในคลัง ส่วนใหญ่จะเป็นข้อมูลอดีตที่ถูกจัดเก็บไว้ตามช่วงระยะเวลาซึ่งมักไม่มีการเคลื่อนไหวของข้อมูล
ตลาดข้อมูล มีลักษณะคล้ายกับคลังข้อมูล แต่จะมีขนาดเล็กกว่ามาก โดยจัดเก็บข้อมูลที่มุ่งประเด็นไปยังแผนก หรือกระบวนการธุรกิจ
ระบบการประมวลผลธุรกรรมออนไลน์ นำมาใช้เพื่อปฎิบัติงานประจำวันที่มีการเคลื่อนไหวอยู่เสมอดังนั้นจึงมุ่งเน้นให้ระบบสามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วและถูกต้องอยู่ตลอดเวลา สนับสนุนให้ผู้ใช้เข้าถึงฐานข้อมูลได้หลายคน ด้วยการแชร์ฐานข้อมูลร่วมกันในลักษณะมัลติยูสเซอร์
ระบบการประมวลผลเชิงวิเคราะห์ออนไลน์ เป็นระบบที่มุ่งปฎิบัติกับข้อมูลที่ค่อนข้างคงที่ เช่น คลังข้อมูล ซึ่งอาจจัดเก็บไว้ตามช่วงระยะเวลาหนึ่ง เช่น 1 ปี, 3 ปี, หรือ 5 ปี โดยมุ่งเน้นถึงการสอบถามหรือคิวรีข้อมูลเพื่อนำมาวิเคราะห์แนวโน้มตามเงื่อนไขต่างๆ ที่ป้อนเข้าไป ด้วยการนำเสนอข้อมูลแบบหลายมิติและยังสนับสนุนการคิวรีข้อมูลแบบซับซ้อนสูง
เหมืองข้อมูล คือซอฟต์แวร์ที่นำมาใช้เป็นเครื่องมือช่วยวิเคราะห์ข้อมูลในคลัง ซึ่งมีความสามารถในการสกัดสารสนเทศ ด้วยการคัดเลือกเฉพาะข้อมูลที่มีคุณค่าออกมาใช้งาน ซึ่งเปรียบเสมือนกับการขุดเหมืองขนาดใหญ่ เพื่อให้ได้มาซึ่งแร่ที่มีคุณค่า

นอกจากนี้ Andrew ยังมีความต้องการหากลุ่มลูกค้าที่มักใช้บริการจากเขาเป็นประจำ ที่มีส่วนให้ธุรกิจของเขามีรายได้จนเติบโตถึงทุกวันนี้ ที่ปรึกษาของเขาจึงได้แนะนำให้ใช้ซอฟแวร์เหมือนข้อมูลเพื่อเจาะลึกถึงข้อมูลที่ซ่อนแร้นอยู่ภายใน ผลลัพธ์ที่ได้จากการค้นพบในครั้งนี้ ทำให้เขาได้พบเรื่องราวน่าประหลาดใจคือ บริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้านกฎหมายและบริษัทตัวแทนจำหน่ายเวชภัณฑ์ยา เป็นกลุ่มลูกค้าที่สร้างกำไรให้กับเขามากที่สุด ซึ่งก่อนหน้านั้น เขาเข้าใจเสมอว่า เจ้าของร้านแกลเลอรีจัดเป็นลูกค้าชั้นดี เพราะมักร้องขอให้บริการจัดส่งของในกรณีพิเศษเสมอ ในขณะที่นักกฎหมายและเภสัชกรต้องการการจัดส่งที่เน้นความรวดเร็ว และอาจใช้บริการแบบพิเศษบ้าง เช่น การยืนยันเรื่องการจัดส่งสินค้า ซึ่งต้องวกค้าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากการจัดส่งแบบปกติ และตั้งแต่นั้นมา Andrew ก็ได้จัดเก็บข้อมูลลูกค้าวีไอพีของเขาไว้ในไฟล์ฐานข้อมูล และลูกค้าวีไอพีเหล่านี้ ก็จะได้รับจัดตามลำดับความสำคัญบนเส้นทางดังกล่าวเป็นกรณีพิเศษ    Andrew ยังมีความสนใจรูปแบบการซื้อสินค้าของลูกค้า เขาได้มีการวางแผนเป้าหมายเพื่อหาโอกาสในการเสนอโปรโมชั่นให้แก่ลูกค้ารายใหม่ๆ ทั้งนี่บริษัทกฎหมายตามสาขาต่างๆในพื้นที่ Puget Sound ได้มีการเรียกใช้บริการ QuickBiz มากที่สุดในช่วงเวลาระหว่าง 10.00-13.00 น. ดังนั้น Andrew จึงตัดสินใจพัฒนา Direct-Mail โปรโมชั่น ให้กับบริษัทต่างๆ ภายในระแวกพื้นที่ดังกล่าว ทำให้เขามีลูกค้ารายใหม่กว่า 30 รายต่อเดือน ส่งผลให้ทางบริษัทต้องรับพนักงานส่งเองการในช่วงเวลาดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และแน่นอนว่า Andrew จะสามารถจัดการธุรกิจบริการส่งเอกสารของเขาให้ดำเนินไปได้อย่างราบรื่น